2009/Nov/15

เคยได้ยินเรื่องช่วง " โปรโมชั่น " ของความรัก
เค้าว่าช่วง 6 เดือนแรก เป็นช่วงโปรโมชั่น
ถ้าหมดช่วงนี้ ต่อไปจะเป็นช่วงปกติ ช่วงนิสัยแต่ละคนจะออก
จะไปด้วยกันได้ หรือ ไม่ได้ ขึ้นอยู่กับช่วงนี้
ทั้งสองฝ่ายต้องคุยกัน ว่าชอบไม่ชอบอะไร

 การที่เลิกลากัน แบบอยู่ๆก็ห่างกันออกไปเลย
ข้อดีก็คือ ความสัมพันธ์ของเรา
มันจะได้ไม่จากกันไปอย่างเจ็บปวดเกินไปนัก...

ข้อเสียคือว่า ยังมีอะไรค้างๆ คาๆใจอยู่...

เราเป็นเพื่อนกันมานาน เกือบ 10 ปี 5
ปีหลัง เราไม่ได้เจอกันเลย
และสุดท้ายชีวิตก็วนเวียนมาเจอกันอีก เมื่อ 10 เดือนก่อน

คำว่าเพื่อนในที่นี้ (นิยามว่าให้เป็นเพื่อน แต่เราทั้งสองคนก็รู้อยู่แก่ใจว่ามันมากกว่านั้น..)

เดือนแรก - เดือนที่สอง ตอนที่เค้ากลับมา

มันเป็นความรุ้สึกคิดถึง คิดถึงมากๆ ตอนนั้นมันไม่ได้คิดเกินคำว่าเพื่อนแล้ว
เพราะความห่างกันมั้ง แล้วก็ไม่คิดว่าเราจะได้กลับมาเจอกันอีก...

เดือนที่ 3 จนถึงเดือนที่ 8 (6 เดือนพอดี)

เราอยู่ใกล้กันมากๆ
เช้า ตื่นเจอกัน ไปทำงาน
กลางวัน โทรหา บางวันก็ออกมาหาอะไรกินด้วยกัน
เย็น กลับมากินข้าวด้วยกัน
ดูหนัง แล้วก็นอน
เช้าก็ตื่นไปทำงาน

ความสัมพันธ์เรียกได้ว่าโปรโมชั่นฟรี 24 ชั่วโมง ..

ไม่มีอะไรพอดีเลยเนอะ นิ่มันยังดีที่เราตัดสินใจไม่ย้ายเข้าไป
อยู่ด้วยตามคำชวนทีแรก .. (โปรโมชั่นเสริม หึหึ)

เดือนที่  9 10 จนถึงตอนนี้ มีเรื่องคาใจว่า
ที่เราต่างฝ่ายต่างห่างกันออกไปแบบนี้ เป็นเพราะ เรา เข้ากันไม่ได้
หรือเพราะฉุดคิดเรื่อง หน้าที่ กับ ความรับผิดชอบ ของคุณ
ขึ้นมากระทันหัน


คุณเองก็คงคาใจใช่ไหม ตั้งแต่วันนั้น เราเองก็ห่างคุณออกไปเหมือนกัน
แต่นั่นไม่ใช่เพราะเราคิดว่า " เราไปด้วยกันไม่ได้ " เพราะเราคุยกันตลอด
ไม่ใช่เพราะ "หน้าที่ กับ ความรับผิดชอบ" เพราะเรามีเวลา และ ระยะห่างให้คุณเสมอ

แต่มันเป็นเพราะสิ่งๆเดียว . . ความรัก..ที่มีให้คุณนั่นไง
ไม่รู้ว่าถึงตอนนี้ คุณจะเข้าใจ มันบ้างรึป่าว??

2009/Nov/15

มีคนบอกว่า โลกหมุนด้วยความรัก...ก็จริงอยู่ แต่ทุกคนที่มีความรักก็มักจะมีความทุกข์พ่วงมาด้วยว่ามะ ไม่ว่าจะเป็น รักเราไม่เท่ากัน รักออกแบบไม่ได้ รักรีเทิร์น รักฉันมากกว่าเธอ เอ...หรือรักเธอจะมากกว่าฉันกันนะ เหอๆ เรื่องของความรักนี่มันตอบยากเนอะ แต่ที่แน่ๆ ความรักในช่วงเริ่มต้นก็ทำให้เรากระชุ่มกระชวย เกิดอาการร้ากกกล้นใจ แต่มันจะเนิ่นนานได้สักเท่าไหร่เชียวนะ...

           โดยทั่วไปแล้ว ความรักที่ฟู่ฟ่า มักจะค่อยๆ ถูกแทนที่ด้วย "ความชิน" ทำให้ช่วงโปรโมชั่นเลิฟ หรือช่วงแรกรักที่หอมหวานค่อยๆ จืดจางลง จากที่เคยชี้ภูเขาเป็นหินผา ชี้ท้องฟ้าเป็นกาแลคซี่ ครานี้แหละหินเป็นหิน ไม้เป็นไม้ ความรู้สึกที่เคยหวือหวา กลายเป็นธรรมด๊าธรรมดา และอาจจะธรรมดาเกินไปซะด้วยซ้ำ

           แต่สำหรับคู่รักบางคู่ช่วงโปรโมชั่นก็ย้าวยาว บางคู่ก็แสนจะสั้นกุด อย่างไรก็ตาม แม้ว่าความรักจะหมดโปรฯ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าหมดรักนี่นะ(จริงไหม) ถ้าเราใส่ใจกันในเรื่องเล็กๆ น้อยๆ กันบ้าง หรือยอมๆ กันในบางเรื่องได้ก็ดี แต่หากทำได้ น้ำพริกถ้วยเก่า ก็ยังซู่ซ่าได้อยู่นะ...

แล้วความรักของเพื่อนๆ ล่ะคะ มีช่วงโปรโมชั่นกันนานแค่ไหน ....

ทำไมการหวานแหววของความรัก เค้าถึงเรียกว่าโปรโมชั่น เหมือนกับ การใช้เครือข่ายโทรศัทพ์ไหนดี โปรโมชั่นอันไหนยาวนานดี แล้วสรุปคือช่วงแรกเนี่ยเค้าเรียกว่า PROMOTION อย่างงั้นหรือ? ถ้าเกิดโปรโมชั้นเราน้อยเนี่ย อาจจะเพราะ function มันไม่ดีพอใช้งานหรือ? แล้วถ้าโปรโมชั้นยาวนานเนี่ย ใช่เพราะ function มันเยอะมีอะไรให้ลองมากหรือ? รึเปล่า

 
อยากรู้ว่า ช่วงโปรโมชั่นของความรักมันมีระยะเวลาเท่าไหร่กันหนอ

บางคนตอบว่า “ ผมให้ 3 เดือนพี่ ” ช่วงโปรโมชั่น เอาแบบสุดๆ เลยนะนั่น
บางคนเกทับกลับมาว่า “ พี่ให้เต็มที่ 1 เดือน ” ก็เต็มที่แล้ว

ช่วงโปรโมชั่นแบบนี้ โลกจะกลายเป็นสีชมพูไปหมด หัวใจมันจะฟูๆ ชอบกล นั่งยิ้มคนเดียวก็บ่อยๆ
อะไรจะเกิดขึ้นรอบตัวไม่สนใจทั้งนั้น ขอให้ได้พบ เห็นหน้า คนที่เรารักเป็นพอ
โทรหากันแบบไม่หลับไม่นอนก็เคยมาแล้ว 1 เดือนนี้ จะรู้สึกว่าคนรักทำอะไรก็ดูดีไปหมด

“ แล้วช่วงหมดโปรโมชั่น....ทำไงต่อพี่ ? ”

ก็เริ่มเข้าสู่ช่วงปรับตัวเข้าหากันไง ไอ้อะไรที่แย่ๆ ของเรากับของเค้า มันจะค่อยๆ โผล่ออกมาแบบไม่ต้องกั๊กๆ กันไว้แบบก่อน
มันจะรู้สึกว่าคนรักหน้าตาก็พอประมาณแล้ว ไม่ได้หล่อ ดูดีเหมือนแรกๆ ที่พบกันใหม่ๆ นะ
หมดช่วงโปรโมชั่นนี้ไป ถ้าไม่มีของแถมให้ก่อนหน้านั้น ของแถมที่ว่าก็พวก เอาใจใส่ ไปทานข้าว ดูหนังฟังเพลงกัน
ไปท่องเที่ยวตามที่ต่างๆ รักก็ดูจะเดินหน้าแบบไม่คืบหน้ามากมายนัก

“ แล้วช่วงขุดคุ้ย จับผิด นี่ช่วงไหนอ่ะพี่ ”

ไม่รู้จะถูกใจกับคำตอบไหมนะ...“ อันนี้ขึ้นอยู่กับว่ามีเหตุให้รู้สึกว่า ความรักมันเริ่มไม่มั่นคงแค่ไหน ”
ช้าหรือเร็วขึ้นอยู่กับว่า ประคองรักกันไว้ได้นานไหม

“ แล้วช่วงไหน ที่แย่สุดๆ ล่ะพี่ ”
“ ช่วงที่เค้าหมดรักในตัวเราแล้ว... แต่เรายังรักเค้าอยู่นั่นแหล่ะ ”
ที่แย่ที่สุดก็คือ เราจะทำอะไรบ้าๆ บอๆ ได้ทุกอย่าง เพื่อให้ได้เค้ากลับคืนมา... นั่นแหล่ะแย่สุด ๆ
 
ถ้าเป็นครอบครัวแบบแต่งงานกันไปแล้ว
เวลาความรักมันจืดจาง หมดซึ่งความรักต่อกันแล้ว
ต้องก้มหน้ายอมรับสภาพ โดยมีคำว่าหน้าที่
และความรับผิดชอบ แบกเอาไว้
อันนี้เราไม่พูดถึงกันนะ...ตอบไม่ได้จริงๆ เพราะไม่เคยมีครอบครัวหล่ะ

เราแค่รู้สึกว่า ...อารมณ์ของความรักมันขึ้นๆ ลงๆ ตามช่วงเวลาเท่านั้น
ช่วงโปรโมชั่น ก็รีบเก็บเกี่ยวเวลาเอาไว้ให้ดี ๆ
เพราะหากหมดเวลาเหล่านี้ไปแล้ว
จะได้ไม่นึกเสียดายเวลาเหล่านั้นอีก

ส่วนคนที่ครองรักกันได้แบบมีของแลก แจกแถม
ตลอดเวลาต่อจากช่วงโปรโมชั่นรักได้นั้น
เราก็ขอเอาใจช่วยให้เค้ารักกันต่อไป
ก็เลือกกันไปนะของแบบนี้ 

 

edit @ 15 Nov 2009 20:28:45 by ♧❤ღAëa_Ni©keyღ❤♧

2009/Nov/15

ขอโทษนะ.. ที่ฉันทำได้เพียงแค่นี้        


          เคยเกิดคำถามขึ้นระหว่างเรากับคนรักบ้างไหมว่า "ทำไมความรักของเราเริ่มไม่เหมือนเดิม" หลายปีที่ผ่านมา คนสองคนเริ่มต้นสร้างความรักขึ้นมาด้วยกัน ตอนที่รักมันคุกรุ่นอยู่ในใจ บางคนก็นึกไม่ออกหรอกว่า "เราสองคนจะเปลี่ยนไปได้ยังไง ในเมื่อเราต่างก็รักกันมากขนาดนี้" แต่สุดท้าย...คำถามที่ไม่เคยถูกตั้งสมมติฐานมาก่อน ก็แสดงตัวตนขึ้นมาสั่นคลอนจิตใจ

          ความจริงที่ว่า...คนที่เปลี่ยนไปไม่ได้มีแค่คนเดียวนี่สิ ที่สร้างความเจ็บปวดยิ่งกว่ากรณีการถูกคนรักหักหลังเสียอีก เมื่อเราสองคน ต่างก็เปลี่ยนไป จะมีอะไรที่หนักหนาสาหัสยิ่งกว่านี้...คงไม่มีอีกแล้ว
 
          การที่ตัวตนของเราค่อย ๆ เปลี่ยนไปทุกวัน เปลี่ยน...ทั้ง ๆ ที่ยังคบกัน เป็นความเจ็บปวดที่ไม่รู้จะบรรเทาให้เบาบางยังไงดี เวลาหันไปมองหน้าคนรัก...เห็นเขามองกลับมาด้วยท่าทางเฉย ๆ เป็นใครก็อ่อนใจ เป็นใครก็อดคิดไม่ได้ว่า "นี่เรายังรักกันอยู่หรือเปล่า" ชีวิตที่เคยสดใส ต้องมาคอยเป็นกังวลกับพฤติกรรมของคนที่เรารักว่าเขาไม่เหมือนเดิม
มันทำ ให้หัวใจที่เคยเต็มไปด้วยชีวิตชีวา เหมือนถูกอะไรมาบีบเอาความชุ่มชื่นของชีวิตให้ค่อย ๆ หมดไป คบกันแบบนี้ไม่ใช่แค่เหนื่อยใจ...แต่มันจะทำให้ความผูกพันอ่อนแรงตามไปด้วย
 
          ระยะเวลาที่คบกันก็มีส่วนทำให้สถานการณ์เปลี่ยนไป พูดง่าย ๆ ว่ายิ่งรู้จักและสนิทกันมาก ก็ยิ่งหมดความตื่นเต้นท้าทาย การรู้จักตัวตนของใครสักคนมาก ๆ ถ้ารู้จักใช้ประโยชน์ให้ถูกทาง ก็จะช่วยเรื่องความสัมพันธ์ได้มาก แต่คนส่วนใหญ่มักมองเป็นความน่าเบื่อ

          "คุยกับแฟนแล้วน่าเบื่อ ฉันคุยกับคนอื่นสนุกกว่าตั้งเยอะ"
          "มีแฟนก็เหมือนไม่มี...เฮ้อ...จะมีคนใหม่ไปเลยดีไหมนะเรา"
          "ในเมื่อไม่ค่อยสนใจกันเหมือนเดิม...ก็ไม่รู้จะอยู่ไปทำไม"
          "ก็ยังรักนะ แต่รู้สึกเหมือนเขาไม่ได้แคร์เราอีกแล้ว" ฯลฯ
 
          ฉันเชื่อว่าจุดเปลี่ยนของทุกสิ่งทุกอย่าง เริ่มต้นที่ใจทั้งนั้นแหละ ถ้าใจเราเปลี่ยน...เวลาเรามองอะไร ความคิดที่เรามีต่อสิ่ง ๆ นั้นก็ย่อมเปลี่ยนไปด้วย จึงไม่แปลกเลย...ถ้าเรามองหน้าคนรักแล้วเรารู้สึกเหมือน ต่างคนต่างไม่ได้รักกัน
เพราะใจเราเริ่มเปลี่ยนไปก่อนหน้านี้แล้ว เราเปลี่ยนมุมมองที่มีต่อคนรักไปทีละนิด ๆ โดยที่บางครั้งเราก็ไม่รู้ตัวหรอก
บาง ทีที่เราไปคาดหวังอะไรจากเขามาก ๆ แล้วเรา ไม่ได้อย่างที่หวัง ความรู้สึกที่มีต่อเขาก็เปลี่ยนเป็นแง่ลบ พอเราคาดหวังหลายครั้ง แล้วมันดันผิดหวังทุกที ความรู้สึกแง่ลบนั่นแหละที่เป็นเหมือนปิศาจคอยกล่อมเราว่า "เขาเปลี่ยนไปแล้ว"
 
          คนเราชอบถือทิฐิมาวางอำนาจใส่กันชอบประชดกันและกัน ทั้ง ๆ ที่ใจจริงไม่ได้อยากทำให้อีกฝ่ายเสียใจหรอก
แต่ ทำไงได้...ก็ถ้าได้เอาคืนผ่านรูปแบบที่ทำให้เขาเสียใจดูบ้าง มันก็สะใจดี ผลที่ตามมาอาจได้ความ สะใจ แต่เมื่อเวลาผ่านไปเรื่อย ๆ อาจได้รับผลบางอย่างที่ทำให้ความสัมพันธ์ของคนสองคน เปลี่ยนไป ด้วยเช่นเดียวกัน อุตส่าห์คบกันมานานขนาดนี้...ถ้าจะยอมให้ความรักจบลงแบบไม่สวยงาม เราจะทนได้หรือ
 
          คนเรามักมองข้ามความสำคัญของคนที่อยู่ใกล้ตัว วันนี้เราอาจยอมรับว่า "เราต่างคน ต่างเปลี่ยนไป"
แต่ถ้าพื้นฐานความรักที่มีต่อกันยังคงอยู่ เราจำเป็นที่จะต้องทำทุกวิถีทาง เพื่อประคับประคองความรักให้ไปรอดด้วยกัน
อย่า ยอมแพ้อะไรง่าย ๆ โดยเฉพาะเรื่องความรัก จงสู้ทุกวิถีทางจนกว่าจะหมดแรง ถ้าดูแววว่ามันเริ่มจะไม่ไหวจริง ๆ ก็ลองถามใจตัวเองดูอีกที หากถึงเวลาแล้วที่คนสองคนควรห่างกันสักพัก...เพื่อให้ได้ทบทวน ครุ่นคิด และตัดสินใจ
การเปลี่ยนแปลงทุก ๆ ขั้นตอน...ไม่ได้มีแค่ด้านลบเสมอไป


จริง
เจ็บกี่ครั้งหัวใจก็ยังไม่จำ


          บางขณะที่หัวใจเราร้อนรนมาก ๆ เราอาจต้องการเวลาพักหัวใจสักพัก แล้วให้ความเปลี่ยนที่เกิดขึ้น...ได้มีความยืดหยุ่น และมีเวลาให้คนที่เรารักได้หยุดทบทวน ถ้าที่สุดแล้วเรามั่นใจว่าคนสองคนยังรักกัน...ความเปลี่ยนแปลงที่เคยเปลี่ยน ไปแง่ร้าย ก็จะเปลี่ยนกลับมาเป็นแง่ดีได้ไม่ยาก ขอเพียงคนสองคนเชื่อมั่นในการเปลี่ยนแปลงนั้น ๆ ก็พอ นาทีที่เหตุผลมีน้ำหนักเบากว่าความรู้สึก
 
          ตอนที่เราตัดสินใจ รับรักใครสักคน เราใช้เหตุผลมากมาย เพื่อความมั่นใจว่าเราเลือกคบคนไม่ผิด เราใช้เวลาพิสูจน์และลองใจด้วยวิธีต่าง ๆ ก็เพื่อให้แน่ใจว่าถ้าคบกับเขาแล้ว เราจะมีความสุขที่สุด และที่ผ่านมามันก็เป็นอย่างนั้น คนสองคนมีความสุข คบกันด้วยความเข้าใจ ยิ่งนานวันเราต่างยิ่งรู้ใจกันมากขึ้น ฟังดูเหมือนทุกอย่างกำลังไปได้สวย ถ้าไม่มีเหตุการณ์ที่ว่า วันหนึ่ง...น้ำหนักของความรู้สึกของคนสองคนที่มีให้กันนั้นเริ่มไม่คงที่ เสียแล้ว
 
          หลายคนเมื่อคบกันไปนาน ๆ ...ก็เริ่มใช้เหตุผลในการอยู่ร่วมกันน้อยลง ในขณะที่อารมณ์ความรู้สึกลบ ๆ ถูกยกขึ้นมาเป็นข้ออ้างบ่อยขึ้น หลายๆ คู่ที่ทะเลาะกันซ้ำๆ เถียงกันแต่เรื่องเดิม ๆ มักจะทะเลาะกันแบบใช้อารมณ์เป็นใหญ่ ยิ่งทะเลาะกัน ยิ่งรู้สึกว่าคนรักของเรามันห่วย คบกันไปก็ไม่เห็นจะมีอะไรดีขึ้น เหตุผลดี ๆ ที่เราเคยเชื่อว่าเขาเป็น ตอนนี้มันไม่ได้มีน้ำหนักอีกแล้ว

          จำได้ไหมว่าเราทะเลาะกันวันหนึ่งกี่รอบ บางเรื่องก็เป็นเรื่องเล็ก บางทีไม่มีเรื่องเราก็ยังทะเลาะกันได้อีก ต่างคนต่างเหนื่อย ยิ่งเหนื่อยยิ่งอยากหนีไปให้ไกล แต่สุดท้ายก็รู้ว่าตัดใจไปจากกันไม่ได้ ก็กลับมาคบกันอีก...แล้วก็ทะเลาะกันอีก กลายเป็นวัฏจักรแห่งความไม่เข้าใจที่นับวันจะยิ่งทวีความรุนแรงมากขึ้นทุกที
 
          เมื่อ ถึงตอนนี้ มีหลาย ๆ คนที่เริ่มคิดถึงระยะห่าง เริ่มคิดว่าในเมื่ออยู่ใกล้กันแล้วมีแต่ทะเลาะกัน ควรห่าง ๆ กันไปสักพักดีไหม เผื่อเหตุการณ์จะคลี่คลายและกลับมาดีขึ้น แรก ๆ ที่ไม่โทร.หากันทุกวันเหมือนอย่างเดิม ก็ทำให้หัวใจปั่นป่วนไม่น้อย คนเคยโทร.หากันทุกวัน แต่วันนี้ยอม ใจแข็ง ลองสู้กับความรู้สึกตัวเองดูสักตั้ง ก็ยังไม่รู้เหมือนกันว่าอะไร ๆ มันจะดีขึ้น แต่พอเขาโทร.มาก็ดีใจจนลืมตัว...กลับไปคบกันใหม่ ทั้ง ๆ ที่หัวใจยังเต็มไปด้วยแรงปะทุของความรู้สึกแง่ลบที่ยังไม่ได้ลบทิ้งไปจากหัว สมอง
 
          พอมีเหตุการณ์แย่ ๆ ให้ต้องทะเลาะกันอีก คราวนี้เรื่องเล็ก ๆ เลยใหญ่กว่าเดิมหลายเท่า เริ่มรู้สึกแย่หนักกว่าเก่า
ตราบใดที่คนเราคบกันด้วยคำว่า "มากไป" ไม่ว่าจะ "ใช้เหตุผลมากไป" หรือ "ใช้ความรู้สึกมากไป" มันก็ไม่ดีทั้งนั้นแหละ...เพราะอะไรที่มากไปจะทำให้น้ำหนักในการตัดสินใจของ เราโอนเอียง ไม่มีความเที่ยงตรง และก็มีโอกาสที่จะตัดสินใจผิดพลาดได้สูง
 
          แนะนำว่าเมื่อไรก็ตามที่เริ่มรู้สึกว่าเรามองทุกอย่างในแง่ลบ เราควรพักทั้งสมองและหัวใจ แล้วให้เวลาตัวเองได้มองหาเหตุผล ให้โอกาสตัวเองได้ทบทวนความรู้สึก อย่าหันหลังให้คนที่เรารัก ถ้าเรายังไม่ได้หมดรักกัน เพราะไม่มีเหตุผลที่เราจะทำร้ายความรู้สึกกันและกันด้วยการกระทำในสิ่งที่ ตรงข้ามกับใจ
 
          ปรับ เหตุผลที่มากไป ให้กลับมาเข้าที่ ปรับความรู้สึกที่ร้าย ๆ ให้กลับมาสู่ความสมดุล ถ้าเราสามารถปรับทั้งสองสิ่งให้มีน้ำหนักเท่ากันได้ ความรักของเราก็น่าจะปรับให้กลับมาสมดุลได้อย่างไม่ยากเย็นอะไรเช่นกัน

2009/Nov/11

คัยเคยคิดบางว่าบางครั้งที่เราเจ็บเพราะอาราย  
เราเจ็บเพราะเค้าจิงหรือป่าว
เรารักเค้าจิงไมนี้คือคำถาม
เราอยากรู้คัยที่ต้องได้คงเก่งน่าดู
คุนเคยไมไคคนหนึ่งทำคุนหวั่นไวโดยไม่รู้เหตุผล
คุนรักเค้าเพราะเค้าเก่งแค่นั้น??
คุนรักเค้าเพราะเค้าน่ารักแค่นั้น??
คุนรักเค้าเพราะเค้าเปงคนดีแค่นั้น??
หรือคุนรักเค้าด้วยหัวไจ??
แต่ท่าคุนเทไห้เค้าหมดไจแต่สิ่งที่คุนได้รักคือ
จัยคุนโดยเค้าทำลายงั้นหรอ
ท่าคุนเทไห้เค้าแค่ครึ่งไจ
แล้ววรองคบกันไปนานๆไม่มีดีกว่าหรอ
ท่าคุนคิดว่าคุนเข้าไจแล้วคุนอาจจะเทไหเค้าหมดไจก็ได้นิ
แต่ท่ารักกันนานๆแล้วก็เบื่อกันคุนจะทำยังไง??
หาแฟนไหม่งั้นหรอนั้นเค้าไม่ได้เรียกว่ารักหรอกนะ
ท่าคุนไปรักคนที่เค้าแกล้งรักคุนเพื่อที่จะได้ประโยดจากคุน
คุนยังรักเค้าอีกไหม????
ท่าคุนรักเค้าก็น่าจะเตรียมไจนะ
เราคงรักกันได้เท่านี้
ท่าคุนทะเลาะกันแฟนคุน
ก็ควรปรับความเข้าไจกันนะ
ไห้เวลากันได้คุยกันนะ
แล้วคุนจะเข้าไจกัน
คุนเคยบอกรักเข้าบางไมคำว่ารักอ่ะ
สำหรับเข้าคนที่รักคุน(จิง)คำว่ารักคำเดียวคนๆนั้นก็ดีไจ
แต่ท่าคุนบอกรักเค้าแล้ววันต่อไปคุนมีคนไหม่คนที่คนบอกเค้าว่าจารู้สึกยังไง???
คุนคงคิดได้นะ???
แต่ท่าคนมีคนไหม่แล้วคนที่คุนกำลังที่จะเทความรักไห้
กับไปมีคนอื่นคุนก็จะรู้สึกเหมือนคนที่รักคุนแล้วคุนทิ้งเค้า
แล้วคุนทำไห้เค้ารักคุนทำไมคบแก้เหงาหรอ
ท่าคบเค้าแก้เหงาแล้วทำไห้เค้าเจ็บอย่าดีกว่า
คุนคิดว่าคุนอยู่คนเดียวหรอ
คุนไม่มีเพื่อนหรอเพื่อนที่อยู่ข้างๆเรา
หรือว่าคุนคิดว่าเพื่อนของคุนเปงแค่เงา
ที่ไม่มีความหมาย
แต่ท่าคุนเสียจัยหรือคุนโดนความรักทำลายตัวคุน
ไม่ไช่เพื่อนหรอที่คอยดูแลคุนและไห้กำลังไจคุน
มีเพื่อนกับมีแฟนอันไหนดีกว่ากันรองไปคิดดู
แต่ท่าจะว่าอะไรเราก็ขอโทดทีนะ
ท่ามีปัญหาอะไรกับเพื่อนหรือแฟนมาบอกเราก็ได้นะ
เรายินดีทีจะเราฟัง
แต่ท่าอึดอัดก็ไปที่ไหนก็ได้ที่ไม่ค่อยมีคนแต่ก็ตะโกนดังๆเลยว่า...(ไม่รู้มันแล้วแต่คน)
ไม่ก็ร้องไห้
สำหรับเรานะเราว่าเพื่อนดีที่สุดแล้วส่วนพ่อแม่
อยู่ไนจัยยยยยยยยยยย
อย่าคือว่าเพื่อนเปงเงาข้างกายอย่างเดียวนะ
เพราะเพื่อนเปงมากกว่านั้น
บะบายเพื่อนๆที่แสนดี

edit @ 19 Nov 2009 18:19:26 by ♧❤ღAëa_Ni©keyღ❤♧

2009/Nov/11

ถ้า ลองคุณเคยชินกับการทำอะไรสักอย่างทุกวัน ๆ ยกตัวอย่างเช่น กินกาแฟตอนเช้า ๆ อ่านหนังสือพิมพ์ หรือดูทีวี จนกลายเป็นความเคยชินไป เมื่อวันไหนที่คุณขาดสิ่งเหล่านี้ มันทำให้คุณรู้สึกเหมือนจะขาดมันไม่ได้
ความรักก็เหมือนกันนั่นแหละ...ทำให้เราเคยชินจนขาดไม่ได้
 
รักคือความเคยชิน มันทำให้เรามีความสุขจนขาดไม่ได้ พอมันเข้ามาในชีวิตของเรา มันมาทำให้เราเคยชินและเคยตัวกับความสุขที่มากับความรัก...
 
ดังนั้น เมื่อการเลิกลามาถึง นั่นก็คือการพรากสิ่งที่เราเคยชินออกไปจากชีวิต
เป็นการยากเหมือนกันที่จะปรับตัวเองให้เคยชินกับความเหงาความเดียวดายยามเมื่ออยู่คนเดียว
 
สิ่งที่มนุษย์มีมากมายจนเหมือนไม่มีวันหมด นั่นคือ "ความรัก"
แต่สิ่งที่มนุษย์มีจำกัด จนดูเหมือนว่าเห็นแก่ตัว นั่นคือ "ความอดทน"
 
ยิ่งรักมากก็ยิ่งต้อง"อดทน"กับปัญหาต่าง ๆ รอบข้างไว้ เพื่อให้รักนั้น..ยั่งยืน
แต่ในทิศทางตรงกันข้าม เมื่อใดที่ "สิ้นรัก" เมื่อนั้น"ความอดทน"ก็ไม่มีเหลือ
อะไรที่เคยอดทนได้ก็ทนไม่ได้ อะไรที่เคยเห็นดีเห็นชอบด้วย ก็กลายเป็นขวางหูขวางตา ทั้ง ๆ ที่อีกฝ่ายหนึ่งก็กระทำตัวเสมอต้นเสมอปลาย
ท้ายที่สุด..........."รัก"นั้นก็ต้องจบลง
 
แต่ยังมีอีกกรณีหนึ่งที่คนเรามักจะมองข้ามไป
บางครั้งความรักของเราอาจจบลง ทั้ง ๆ ที่ความรู้สึก "รัก" ยังมีอยู่เต็มหัวใจ เพียงแต่การถูกกระทำซ้ำแล้วซ้ำเล่า
จนกระทั่ง "ความอดทน" บอกให้เราต้องจากไปทั้ง ๆ ที่ยัง "รัก"

2009/Nov/11

วันนี้...เราอาจรู้สึกผูกพันต่อสิ่งหนึ่ง จนคิดว่าเราขาดไม่ได้ "  
....แต่เวลาจะทำให้ทุกอย่างเปลี่ยนแปลงไป  
.... สักวันเราจะรู้ว่า... สิ่งที่เราผูกพันในวันนี้.  
...เป็นแค่ส่วนหนึ่งที่เติมชีวิตเรา ไม่ใช่...ทั้งหมดของชีวิตเรา  

วันหนึ่ง...หากเรามีโอกาสได้เจอสิ่งที่ถูกใจสิ่งใหม่  
ที่เราคิดว่าเราพึงใจ...ปรารถนา...ต้องการ...ขาดไม่ได้  
เราก็จะเริ่มผูกพันกับสิ่งใหม่ได้ในเวลาไม่นานนัก..  

เมื่อเวลาหนึ่งผ่านไป จะสอนเราได้เองว่า  
....ความผูกพันกับสิ่งใดๆในช่วงเวลาหนึ่ง  
จะเป็นความสุขในช่วงเวลานั้น ๆ อย่าได้ไปยึดติด  
อย่าได้ไปใช้ชีวิตทั้งชีวิตลุ่มหลง...  
คิดเสียว่า...เราโชคดี...ที่มีโอกาสได้ผูกพันกับสิ่งที่เรารัก  

ความผูกพัน...ก็เหมือนกับความรัก...  
หรืออาจจะเป็นผลพวงที่มาจากความรัก  
หากเรารักใครคนใดคนหนึ่งมาก  
เราก็จะรู้สึกว่าผูกพันมาก  
แต่ความผูกพันที่ว่า... ไม่ได้หมายถึงการหยุดตัวเอง ไว้กับสิ่งนั้นๆ  

....เพราะคนเราทุกคนย่อมผูกพันกับหลายๆสิ่ง  
เปรียบเสมือน เรามีแก้วนำอยู่หนึ่งใบ  
ในยามเช้า...เราอาจต้องใช้แก้วใบนี้ดื่มนม  
พออากาศร้อนหน่อย...เราอาจต้องการน้ำเย็น ๆ  
บางครั้งที่เราไม่สบาย...เราอาจต้องการน้ำอุ่น  

ใจเราก็เหมือนกับแก้วน้ำ...  
ต้องเติมสิ่งต่าง ๆ ในเวลาที่แตกต่างกัน...ตามความเหมาะสม  


หากเราเติมน้ำเย็นลงไปในแก้วน้ำ  
แล้วเติมน้ำร้อนลงไปในทันที ในแก้วใบเดียวกัน  
เราก็จะพบว่า...แก้วใบนั้น...ก็จะร้าว...แล้วเริ่มแตก  
ซึ่งก็เหมือนกับใจเรา...  

ความผูกพันต่อสิ่งหนึ่งสิ่งใดในช่วงเวลาหนึ่ง...ไม่ผิด  
ถ้าเราค่อยๆปรับใจ...ปรับตัวของเราเอง...ให้กลับคืนในเวลาที่ควร  
เพราะอย่างน้อยที่สุด...เราก็มีโอกาส...ได้ผูกพัน...  
ซึ่งก็เหมือนเรามีโอกาส...ได้รัก นั่นเอง  

ถ้าคุณมีความสุขที่เห็นเค้าเดินกับคนอื่น ...คือ...ความรัก  
ถ้าคุณเศร้า...เหงา...คิดถึงเค้า...อยากเจอ...อยากพูดคุย ...คือ...ความรัก  

ถ้าคุณร้อนรนที่เค้าอยู่กับใครๆที่ไม่ใช่คุณ ...คือ...ความใคร่  
อยากเก็บไว้เป็นเจ้าของคนเดียว  

ถ้าคุณเมามาย...เค้าลูบหลังไหล่...ดูแล ...คือ...ความรักที่บริสุทธิ์ใจ  
ถ้าคุณเมามาย...เค้ากอดและสัมผัสร่างกาย ...คือ...ความใคร่จากเค้าของคุณ  

ถ้าคุณเข้าหา...แต่เค้าหนี... ...คือ...ความใคร่ ที่หมดเยื่อใยแล้ว  
ถ้าคุณหนี...แต่เขาวิ่งตามมา... ...คือ...ความรักที่ยังไม่มีจุดจบ  

ถ้าคุณร้องไห้...ให้กับคนที่ไม่มีเยื่อใยในตัวคุณ  
....คุณคือ...คนโง่...และบ้า อย่างน่าอาย  
แต่ถ้าคุณพอใจ...จงรัก...และมอบความรักให้กับเค้า  


แม้มันจะไม่กลับมาหาคุณก็ตาม  
จงดีใจที่ได้รักซะวันนี้...ดีกว่าที่จะมานั่งเสียใจในวันหน้า  
จงภูมิใจที่มีความใคร่...เสน่หา  
เพราะมันจะไม่ย้อนกลับมาหาอีกต่อไป